วิธีการดูแลตนเองหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัด 5/5 (2)

อาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัด ขึ้นกับสูตรและขนาดของยาเคมีบำบัด รวมทั้งสุขภาพและโรคประจำตัวของคนไข้แต่ละราย ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้มากน้อยแตกต่างกัน ไม่ใช่คนไข้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดทุกคน จะต้องเกิดผลข้างเคียงเสมอไป และไม่ได้เกิดกับยาเคมีบำบัดทุกชนิด

เรียบเรียงโดย พญ. ปิยะดา สิทธิเดชไพบูลย์

 

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่พบบ่อย ได้แก่

คลื่นไส้ อาเจียน ขึ้นอยู่กับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังได้รับยา และอาจเกิดได้นานถึง 3-7 วัน ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะมีการใช้ยาป้องกันอาการอาเจียนก่อนการให้ยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบ ซึ่งสามารถให้การป้องกันอาการอาเจียนได้ในผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนก่อนและหลังได้รับยาเคมีบำบัด
  • รับประทานอาหารอ่อนและย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุป ไข่ตุ๋น โยเกิร์ต น้ำผลไม้ กล้วย ขนมปัง ก่อนได้รับยาเคมีบำบัด ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป หรือไม่ให้ท้องว่าง เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ง่าย เช่น อาหารประเภททอด อาหารที่มีไขมันสูง  อาหารเผ็ดจัด
  • รับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งเช่น 5-6 มื้อต่อวัน
  • รับประทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด เพื่อง่ายต่อการดูดซึม
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ค่อย ๆ จิบน้ำครั้งละน้อย ๆ ตลอดวัน แทนที่จะดื่มเป็นแก้วครั้งละมาก ๆ
  • ดูแลตนเองไม่ให้ท้องผูก เพราะอาการท้องผูกทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

ปรึกษาแพทย์ หากอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ดีขึ้น 

 

อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เป็นได้ในช่วงสัปดาห์แรกของการให้ยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบ เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีผลทำให้การรับรสอาหารเปลี่ยนแปลง ความอยากรับประทานอาหารลดลง รวมทั้งตัวโรคมะเร็งเอง ก็ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียพลังงาน การรับประทานอาหารให้มีพลังงานที่เพียงพอและครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนทั้งจากพืชและเนื้อสัตว์ จะช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ จากการถูกทำลายโดยยาเคมีบำบัด

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง        

  • พักผ่อนให้มากขึ้น วันละประมาณ 6-8 ชั่วโมง และควรพักผ่อนช่วงเวลากลางวันประมาณ 1-2 ชั่วโมง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนทั้งจากพืชและเนื้อสัตว์ โดยทานครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
  • หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนในช่วงเย็น เช่น กาแฟ ชา เป็นต้น เนื่องจากอาจทำให้นอนไม่หลับได้
  • หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือออกกำลังที่หักโหมจนเกินไป อาจต้องอาศัยผู้อื่นในการช่วยทำกิจกรรมประจำวันบางอย่าง เช่น การซักผ้า การทำอาหาร การทำความสะอาดบ้าน
  • เดินระยะทางสั้น ๆ หรือออกกำลังกายเบา ๆ เท่าที่จะสามารถทำได้ โดยไม่หนักเกินไป
  • ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม เมื่อมีอาการเปลี่ยนอิริยาบถ ควรทำช้า ๆ
  • หากรู้สึกเหนื่อย ควรหลีกเลี่ยงการขับรถยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร

 

เยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบ เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการปากแห้ง เจ็บปาก มีแผลในปาก กลืนอาหารแล้วเจ็บ รับประทานอาหารได้ลดลง  อาการนี้จะเกิดขึ้นหลังได้รับยา 5-7 วัน  อาการนี้จะเป็นอยู่ชั่วคราว และเมื่อหยุดยาเคมีบำบัด และได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาการจะดีขึ้น 

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันก่อนให้ยาเคมีบำบัด
  • แปรงฟันเบา ๆ ด้วยขนแปรงที่อ่อนนุ่มมีขนาดเล็ก ในกรณีที่มีเลือดออกง่าย ให้ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดพันปลายนิ้ว ทำความสะอาดแทนแปรงสีฟัน หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลือแทนการแปรงฟัน  และไม่ควรใช้ไหมขัดฟัน
  • ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งจะเกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปาก  เสี่ยงต่อการเกิดแผลได้ง่าย
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมาก 
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะแข็ง หรืออาหารที่มีรสจัด  เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด และอาหารร้อนจัด
  • รับประทานอาหารอ่อน เช่น  ข้าวต้ม ซุป ไข่ตุ๋น โยเกิร์ต เยลลี สังขยา ไอศกรีม
  • กลั้วปากและลำคอโดยใช้เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว และควรอมไว้ประมาณ 20 วินาทีก่อนบ้วนทิ้ง 3-4 ครั้งต่อวัน เพื่อให้สามารถทำความสะอาดในช่องปาก และขจัดเศษอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หรือจิบน้ำบ่อย ๆ ใช้วาสลีนหรือลิปสติกมัน ทาริมฝีปากให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใส่ฟันปลอมที่ต้องใช้ตะขอเกี่ยวเหงือก ถ้าบริเวณที่สัมผัสกับฟันปลอมเป็นแผลหรือ

เจ็บปวด  หลีกเลี่ยงการใส่ฟันปลอมชั่วคราว ควรล้างและทำความสะอาดฟันปลอมทุกวัน  และควรถอดฟันปลอมออกไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงใน 1 วัน  เพื่อให้เหงือกและเพดานไม่ถูกกดตลอดเวลา ถ้าฟันปลอมหลวม หรือแน่นเกินไป  ควรปรึกษาทันตแพทย์

  • ปรึกษาแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ เช่น  ปวดแสบร้อนในช่องปาก  มีแผลในช่องปาก  ไม่สามารถรับประทานอาหารได้

ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเหลวและบ่อยครั้ง  เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดเยื่อบุทางเดินอาหารของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออาจเกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้มากขึ้น ทั้งจากการติดเชื้อ หรือจากการใช้ยาระบายรักษาอาการท้องผูก

 

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • รับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งเช่น 5-6 มื้อต่อวัน
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีเกลือแร่สูง เช่น เครื่องดื่มเกลือแร่ กล้วย ส้ม เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการท้องเสีย
  • รับประทานอาหารอ่อนและย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุป ก๋วยเตี๋ยว กล้วย ขนมปัง
  • หลีกเลี่ยงนม หรือผลิตภัณฑ์จากนม  เช่น โยเกิร์ต หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของช็อกโกแลต
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยสูง และอาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส หรืออาการมวนท้อง เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ถั่ว ธัญพืช หัวหอม
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด สุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารค้างคืน
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร
  • ปรึกษาแพทย์ทันที หากท่านถ่ายเหลวนานกว่า 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย

 

ท้องผูก  อาการท้องผูกในผู้ป่วยมะเร็ง  มักเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยาแก้ปวด การได้รับยาเคมีบำบัด ยาป้องกันอาการอาเจียน รับประทานอาหารและน้ำน้อยเกินไป  หรือมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง

 

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หรือน้ำซุป น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
  • ดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้า เพื่อกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • ออกกำลังกายให้เพียงพอ และสามารถทำได้โดยไม่เหนื่อยเกินไป  เช่น  การเดินเพื่อสุขภาพ  เพื่อช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวดีขึ้น
  • ถ้าแน่นท้องจากมีลมในกระเพาะอาหารมาก ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น น้ำอัดลม ถั่ว หัวหอม
  • ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาระบาย ควรปรึกษาแพทย์

เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ภูมิต้านทานโรคต่ำและติดเชื้อง่ายขึ้น เกิดจากยาเคมีบำบัดมีผลต่อการทำงานของไขกระดูก ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดต่าง ๆ ลดลง โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่ลดลง (เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค) จะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว โดยเฉพาะ 10-14 วันหลังได้ยาเคมีบำบัด ปัจจุบันมียาที่ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มาก

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าห้องน้ำแล้ว
  • ดูแลสุขภาพอนามัยในช่องปาก ไม่ให้เกิดแผลในปาก
  • หลีกเลี่ยงการพบปะคนที่เป็นหวัด มีไข้  หรือติดเชื้อ  และไปในสถานที่แออัด
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนทั้งจากพืชและเนื้อสัตว์ ไม่งดเนื้อสัตว์
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด สุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารค้างคืน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผักสด หรือผลไม้ที่ทานทั้งเปลือก เช่น  องุ่น  แอปเปิล  ฝรั่ง และต้องล้างให้สะอาด
  • ตัดเล็บให้สั้น และไม่ควรเกา  เพราะอาจทำให้เกิดแผลถลอก  ซึ่งจะเป็นแหล่งของการติดเชื้อได้ง่าย
  • ปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการบ่งว่าอาจมีการติดเชื้อ เช่น มีไข้ (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ หรือปัสสาวะแสบขัด

ภาวะเลือดออกง่าย  จากเกล็ดเลือดต่ำ  โดยเฉพาะบริเวณใต้ผิวหนัง  ในช่องปาก  เหงือก  และเยื่อบุจมูก อาจจะเกิดขึ้นภายหลังได้รับยาประมาณ 2 สัปดาห์  แล้วจะค่อยกลับสู่ปกติในสัปดาห์ที่ 3-4 หลังได้รับยาเคมีบำบัด

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • แปรงฟันเบา ๆ ด้วยขนแปรงที่อ่อนนุ่มมีขนาดเล็ก ในกรณีที่มีเลือดออกง่าย ให้ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดพันปลายนิ้ว ทำความสะอาดแทนแปรงสีฟัน หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลือแทนการแปรงฟัน  และไม่ควรใช้ไหมขัด
  • การใช้ของมีคม ต้องมีความระมัดระวังอย่างเป็นพิเศษอย่าให้เกิดบาดแผล  โดยเฉพาะผู้ชายที่ต้องโกนหนวด ควรใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ระวังอุบัติเหตุ และการกระทบกระแทก
  • สวมใส่รองเท้าตลอดเวลาทั้งในบ้าน และออกนอกบ้าน
  • ถ้ามีแผลหรือสะเก็ด ห้ามแกะแผลหรือดึงสะเก็ด  เพราะอาจจะทำให้เลือดออกได้
  • หากมีเลือดออกให้ใช้ผ้าสะอาด กดบริเวณที่มีเลือดออกจนกว่าเลือดจะหยุด
  • ปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการปวดศีรษะทันทีอย่างรุนแรง หรือแขนขาอ่อนแรง เนื่องจากอาจเป็นเพราะมีเลือดออกในสมองได้ ถ่ายดำ ปัสสาวะเป็นเลือด เลือดออกง่ายผิดปกติ เป็นต้น

ผมร่วง  โดยมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์  โดยจะร่วงมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัด แต่อาการนี้จะเป็นชั่วคราวในช่วงที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัดเท่านั้น และผมจะงอกใหม่หลังจากได้รับยาเคมีบำบัดครั้งสุดท้ายประมาณ 3-4 เดือน

ข้อควรปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเอง

  • จัดเตรียมหาวิกผมไว้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่เกิดผมร่วง เพื่อให้วิกผมมีลักษณะคล้ายกับสีผมเดิมของคุณ  และในบางคนอาจจะได้เปลี่ยนแบบผมทรงใหม่ได้ดี  ซึ่งจะหาซื้อได้ตามร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป
  • ตัดผมสั้นเพื่อง่ายต่อการดูแล และสะดวกเมื่อจำเป็นต้องใส่วิกผม หรือโกนศีรษะ
  • ใช้แชมพูชนิดอ่อน
  • ใช้หวีที่มีความอ่อนนุ่ม และควรหวีเบา ๆ
  • ควรสวมหมวก หรือใช้ผ้าคลุมหนังศีรษะ เมื่อออกไปข้างนอกบ้าน
  • หลีกเลี่ยงอากาศร้อนจัด หรือเย็นจัด ควรรักษาหนังศีรษะให้อบอุ่น
  • หากต้องไดร์ผม ควรเปิดความร้อนที่น้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการทำสีผม ย้อมผม  ยืดผม  ม้วนผมและดัดผม

TH-8501

กรุณาให้คะแนน